Daily View - P.M., March 11, 2014 เคาะกลยุทธ์ลงทุนบ่าย
สรุปภาวะตลาดเช้า
► SET Index ปิดภาคเช้าที่ระดับ 1,359.28 จุด เพิ่มขึ้น 10.23 จุด (+0.76%) โดยปรับขึ้น แข็งแกร่งสุดในภูมิภาค ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 13,458.30 ล้านบาท
► Most Positive Impact: PTT(+2.30จุด) / CPALL(+1.03จุด) / CPF(+0.89จุด)
► Most Negative Impact: BAY(-0.35จุด) / TCCC(-0.18จุด) / HMPRO(-0.17จุด)
จุดสังเกต: ในช่วงเช้ากลุ่มพลังงานและอาหารเป็นกลุ่มหลักผลักดันตลาด โดย SET ENERG มี Impactต่อตลาด +3.11 จุด FOOD +1.54 จุด ขณะที่หุ้นหนุนตลาดรายตัว นำโดย PTT(+2.41%), CPALL(+2.50%), CPF(+3.57%), AOT(+1.86%) และ KTB(+1.64%) แนวโน้มตลาดภาคบ่าย
► SET Index มีโอกาสปรับขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 1365-1375 จุด อย่างไรก็ตามแนะนำให้ขายทำกำไรที่ระดับ 1370 จุดขึ้นไป โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ย เนื่องจากตลาดรับข่าวมาพอสมควรแล้ว และตลาดพันธบัตรเริ่มส่งสัญญาณลบต่อทิศทางการปรับลดดอกเบี้ย (ซึ่งอาจแปลว่าตลาดพันธบัตรมองไม่มีการลดดอกเบี้ยนโยบาย)
คำแนะนำ: กลยุทธ์: "Trading in Range" เลือกเก็งกำไร (วงเงินจำกัด) หุ้นที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว (ลดระดับเก็งกำไรลง หากดัชนีหลุด 1330 ลงมา เพื่อประเมินสถานการณ์ที่แนวรับบริเวณ 1320 จุด อีกครั้ง)
► พรุ่งนี้กนง.อาจจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.25% ขณะที่ตลาดอาจเริ่มขายทำกำไรหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ย ดังนั้น แนะนำ ลดการเก็งกำไรและ/หรือแบ่งขายหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และเช่าซื้อ เพื่อลดความเสี่ยง ขณะเดียวกัน แนะนำให้หมุนมา เก็งกำไรหุ้นที่ได้รับผลลบจากการลด
ดอกเบี้ย ได้แก่ กลุ่มธนาคารใหญ่ (BBL SCB KTB) ซึ่งมีโอกาสถูกผลักดันกลับ
► เก็งกำไรหุ้น Laggard ได้แก่ BBL TISCO SVI BLAND TICON CFRESH JUTHA RCL
► หุ้นเด่นภาคบ่าย: BBL KTB CFRESH (คาดไม่ลดดอกเบี้ย + เล่น laggard)ประเด็นจับตา/ติดตาม
► (+) เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ - แรงซื้อสุทธิกลับมาบวกเล็กน้อยวานนี้ หากวันนี้ซื้อสุทธิต่ออาจช่วยพยุงการปรับถอยและหนุนการปรับขึ้นของ SET Index
► (+/-) มุมมองนักลงทุนสหรัฐฯกับท่าที Fed - หลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm payroll) เดือนก.พ.แข็งแกร่งกว่าคาด แต่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 6.6% เป็น 6.7% ตลาดอาจตีความอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ Fed อาจจะชะลอการพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยออกไป แม้ Fed จะลดขนาด QE เพิ่มขึ้นในการประชุมวันที่ 18-19 มี.ค.ก็ตาม ซึ่งอาจจะหนุนตลาดเกิดใหม่ (EMs) ฟื้นตัว
No comments:
Post a Comment